การเดินทางตลอดแปดวันเจ็ดคืนพาฉันย้อนเวลาจากถนนสายประวัติศาสตร์ของฮานอยสู่พลังชีวิตอันมีชีวาของนครโฮจิมินห์ พร้อมแวะพัก ณ จุดหมายปลายทางระดับไอคอนิกที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ เช่น นิญบิ่ญ, กว๋างบิ่ญ, เว้, ฮอยอัน, ฟู้เอียน และฟานเทียต
ด้วยแรงบันดาลใจจากสไตล์อินโดจีนสุดโรแมนติกในยุค 1920 ตัวรถไฟเองเปรียบเสมือนผลงานศิลปะชิ้นเอก ตั้งแต่วินาทีแรกที่ฉันก้าวขึ้นรถไฟ ฉันก็ได้ดื่มด่ำไปกับโลกที่ความงดงามประณีตแบบเวียดนามผสานเข้ากับความสง่างามแบบฝรั่งเศส การตกแต่งภายในโดดเด่นด้วยผนังไม้ โคมไฟสไตล์วินเทจ และลวดลายทางวัฒนธรรมที่บอกเล่าเรื่องราวของมรดกอันมั่งคั่งของเวียดนาม

ห้องพักของฉันเป็นดั่งสรวงสวรรค์แห่งความสะดวกสบาย พื้นที่ได้รับการออกแบบอย่างงดงามพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกระดับไฮเอนด์ ผสมผสานงานฝีมือเหนือกาลเวลาเข้ากับความหรูหราทันสมัย ฉันประทับใจเป็นพิเศษกับหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่เปิดโอกาสให้ฉันได้ชมทัศนียภาพอันตระการตาของเวียดนามได้จากบนเตียงนอน
ทุกๆ วันนำพาการผจญภัยและรสชาติใหม่ๆ มาให้ การรับประทานอาหารบนรถไฟถือเป็นไฮไลท์ของการเดินทางครั้งนี้ เชฟผู้เชี่ยวชาญได้รังสรรค์เมนูที่ปรับเปลี่ยนไปตามแต่ละภูมิภาคที่เราเดินทางผ่าน โดยใช้วัตถุดิบสดใหม่ในท้องถิ่นและการผสมผสานระหว่างอาหารเวียดนามกับอาหารนานาชาติ เย็นวันหนึ่ง ฉันได้ลิ้มรสอาหารมื้อพิเศษ 5 คอร์สอันแสนอร่อย ขณะที่รถไฟกำลังแล่นผ่านทิวเขาที่เคลื่อนคล้อยไปด้วยสายหมอก


ยามค่ำคืนเต็มไปด้วยการแสดงทางวัฒนธรรมสุดพิเศษ ทั้งดนตรีพื้นบ้าน การร่ายรำ และการเล่าขานตำนานที่ทำให้แต่ละคืนมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร การแสดงเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนหน้าต่างที่เปิดสู่ดวงวิญญาณของเวียดนาม ช่วยเพิ่มพูนความรู้สึกผูกพันที่ฉันสัมผัสได้ตลอดการเดินทาง
SJourney ได้สร้างนิยามใหม่ให้กับการเดินทางสำหรับฉัน มันไม่ใช่แค่การเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แต่เป็นการดื่มด่ำกับวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และความหรูหราไปพร้อมๆ กัน ฉันไม่มีวันลืมความรู้สึกขณะจิบชาร้อนๆ ในเลานจ์กระจกพาโนรามาขณะที่พระอาทิตย์กำลังตกดินเหนือทุ่งนาอันกว้างใหญ่ไกลสุดสายตา มันเป็นมากกว่าทริปท่องเที่ยว แต่เป็นประสบการณ์อันแสนประณีตที่ฉันจะเก็บไว้ในความทรงจำตลอดไป






